แกรนด์ยูนิตี้ ปั้นไฟติ้งแบรนด์‘บลู’เจาะเรียลดีมานด์แทนกลุ่มเก็งกำไร

เศรษฐกิจ (ในประเทศ - ต่างประเทศ)

แกรนด์ยูนิตี้ พลิกเกมรุกตลาดคอนโดโลว์ไรส์ ดันไฟติ้งแบรนด์ “บลู” เขย่าตลาด 3 ทำเล พหลโยธิน สุขุมวิท 89 และ 105 รวมมูลค่า 2.5 พันล้าน จับเรียลดีมานด์คนทำงานหลังกลุ่มเก็งกำไร-ซื้อปล่อยเช่าหาย

นางสาวทัดดาว จิระสวัสดิ์ รักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท แกรนด์ ยูนิตี้ ดิเวลล็อปเมนท์ จำกัด กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 ทำให้ในปีที่ผ่านมาบริษัทดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวัง ไม่เน้นปริมาณ แต่เน้นคุณภาพ จึงไม่ได้เปิดตัวโครงการใหม่ออกมาเช่นเดียวหลายบริษัท

สำหรับปีนี้ แนวโน้มตลาดคอนโดมิเนียมคาดว่าจะกลับมาคึกคักขึ้น บริษัทจึงปรับกลยุทธ์ด้วยการนำเสนอโครงการคอนโดมิเนียมรูปแบบโลว์ไรส์ภายใต้แบรนด์ “บลู” รองรับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปในยุค “นาวนอร์มอล” ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเริ่มทำงานีอายุตั้งแต่ 27-30 ปี ในระดับราคาที่จับต้องได้

“จากเดิมที่เน้นการพัฒนาโครงการกลุ่มกลาง-บน มาตลอดเพื่อให้สอดคล้องกับกำลังซื้อของลูกค้าในตลาดแมส ในทำเล ราคาที่จับต้องได้สมเหตุสมผลและพื้นที่ส่วนกลางที่จัดเต็มรวมถึงแพ็กเกจต่างๆ”

โดยโครงการภายใต้แบรนด์ “บลู” ระดับราคาอยู่ที่ 70,000-100,000 บาทต่อตารางเมตร ประกอบไปด้วย 3 โครงการ บน 3 ทำเลศักยภาพในกรุงเทพฯ ประเดิมเปิดตัวโครงการแรกที่ บลู พหลโยธิน 35 ราคาเริ่มต้น 1.89 ล้านบาท เริ่มก่อสร้างกลางปีนี้และแล้วเสร็จกลางปี 2566

ทั้งนี้ อัตราดูดซับทำเล “พหลโยธิน” ค่อนข้างดี แม้ในช่วงวิกฤติโควิด พบว่ามีอัตราการดูดซับถึง 44% หลังจากนั้นจะมีการเปิดตัว โครงการ บลู สุขุมวิท 89 และโครงการ บลู สุขุมวิท 105 ตามลำดับในปีนี้ โดยมีมูลค่าโครงการรวมกว่า 2,500 ล้านบาท

“การทำตลาดต่อจากนี้ทุกโครงการ ต้องทำการบ้านละเอียดทุกด้าน เพราะหมดยุคปั๊มผลิตออกมา ต้องมีดีไซน์ที่ตอบโจทย์การใช้งานของผู้อยู่อาศัยอย่างแท้จริง ในระดับราคาที่จับต้องไ ด้และสามารถแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดได้ เป็นข้อดีการที่ไม่ได้เป็นบริษัทมหาชน ปรัชญาของการทำธุรกิจของแกรนด์ ยูนิตี้แคร์เรื่องความยั่งยืน ดังนั้นกำไรสูงสุดอาจจะไม่ใช่เป้าหมายหลัก เพราะต้องการส่งมอบสินค้าที่เป็นเลิศในราคาที่ลูกค้าจับต้องได้ เพื่อได้อยู่ในตลาดได้อย่างยั่งยืน ”

ภายใต้ ‘BLUE Series’ จะมีแบรนด์หลักๆ อย่าง เซียล่า เน้นโครงการใกล้รถไฟฟ้าแต่ไม่ได้อยู่ในย่านใจกลางธุรกิจ (CBD) เดนิม เน้น Affordable Segment เป็นโครงการขนาดใหญ่ขนาด 5 ไร่ขึ้นไป และ บลู จะเข้าซอยมาเล็กน้อยในราคาที่จับต้องได้ ขณะที่แบรนด์อื่น ไม่ได้ทิ้งแต่รอจังหวะเวลาที่เหมาะสม ยกตัวอย่างแบรนด์ “อนิล” เป็นระดับ ซูเปอร์ลักชัวรี บนทำเลที่โดดเด่นอย่างสาทร 12 ซึ่งจะพร้อมโอนในเดือน พ.ค.นี้ จึงต้องเลือกโลเคชั่นมากทำให้ไม่รีบที่พัฒนาโครงการออกมาจนกว่าจะมีที่เหมาะสม เช่นเดียวกับแบรนด์ แมสซารีน และแบรนด์ไคลน์

อย่างไรก็ตาม ปีนี้บริษัทตั้งเป้าผลักดันยอดขาย มูลค่ารวมกว่า 2,700 ล้านบาท โดยมาจากแบรนด์ บลูซีรี่ย์ คิดเป็นสัดส่วน 45% ทั้งนี้เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุน หรือ ซื้อเพื่อปล่อยเช่า หายไป จึงต้องโฟกัส ที่ “เรียลดีมานด์”

ดังนั้นการขายช่วงพรีเซลจะช้าลง เพราะจากประสบการณ์ช่วง2ปี ที่ผ่านมากลุ่มเรียลดีมานด์ชอบดูรอดูของจริงก่อนที่จะตัดสินใจซื้อง่ายขึ้นและเป็นกลุ่มที่มีปัญหาเรื่องการขอสินเชื่อ ซึ่งเป็นเรื่องที่บริษัทดูแลอย่างใหล้ชิด ส่วนยอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) เพื่อรองรับการโอนในปี 2565- 2566 กว่า 3,500 ล้านบาท

อ้างอิง
https://www.bangkokbiznews.com